LNG ฮีโร่ตัวใหม่...เสริมแกร่งพลังงานไทย
การขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทำให้ความต้องการพลังงานของประเทศเพิ่มสูงขึ้น ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas)
กลายเป็นพลังงานทางเลือกหนึ่งที่เป็นที่ต้องการมากขึ้น
เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ใช้ในการผลิตก๊าซหุงต้ม
รวมถึงการใช้ในยานยนต์ (Natural
Gas for Vehicles : NGV) ขณะที่การใช้แก๊ส NGV มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศกลับลดลงอย่างรวดเร็วทั้งจากสาเหตุที่ปริมาณสำรองที่ลดลง
และจากสัญญาสัมปทานที่จะเริ่มทยอยกันหมดอายุ
ซึ่งหากเราไม่มีการดำเนินการหรือการเตรียมพร้อมใดๆ แล้ว วันหนึ่งแก๊ส NGVของประเทศจะหมดไป
การพึ่งพาแหล่งก๊าซฯ จากประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตจะลำบากขึ้นเรื่อยๆ
ก๊าซธรรมชาติจากสหภาพพม่าถูกผันไปใช้เองในประเทศพม่ามากขึ้น
เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศสหภาพพม่าเอง
รวมถึงประเทศสหภาพพม่าได้ดำเนินการเชื่อมต่อท่อส่งก๊าซฯ
เพื่อจำหน่ายไปยังประเทศจีนด้วย ปริมาณก๊าซฯ
จากประเทศพม่าที่ส่งขายให้ประเทศไทยจึงลดลง
บริษัท
ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ในฐานะองค์กรของรัฐ
ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดหาพลังงานให้ประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
จึงมีความจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ๆ
แต่ข้อจำกัดของก๊าซธรรมชาติซึ่งมีสถานะเป็นก๊าซต้องขนส่งทางท่อ เมื่อต้องการนำเข้าแก๊ส NGV จากต่างประเทศด้วยระยะทางไกล
จึงต้องนำเข้าเทคโนโลยีการขนส่งก๊าซธรรมชาติในรูปแบบเป็นของเหลว หรือที่เรียกว่า LNG (Liquefied
Natural Gas)
LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว คือ
ก๊าซธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการลดอุณหภูมิให้เหลือประมาณ -160º C เพื่อแปลงสภาพให้เป็นของเหลว ให้มีปริมาตรลดลง 600
เท่า จะช่วยเอื้อประโยชน์ในด้านการขนส่งให้สามารถขนส่งทางเรือและรถยนต์ได้
ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกสำหรับการขนส่งก๊าซธรรมชาติในระยะทางไกลไปยังประเทศที่ไม่มีแหล่งก๊าซเป็นของตนเอง
แต่เมื่อมาถึงปลายทางก็ต้องมีกระบวนการทำให้ LPG กลับคืนเป็นก๊าซก่อนนำมาใช้ต่อ
ทำให้มีต้นทุนทั้งสองด้าน จึงมีราคาสูงกว่าก๊าซฯ ทางท่อแต่ยังถูกกว่าน้ำมัน
ดังนั้น LPG จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในขณะที่ประเทศต้องการแหล่งพลังงานสำรองในยามฉุกเฉินและยังต้องพึ่งพาแก๊ส NGV เป็นเชื้อเพลิงหลัก